วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาพกิจกรรม

รูปภาพกิจกรรม สมุนไพรไทยห่างไกลโรค

ความคืบหน้าของการทำงาน

พิมพ์เนื้อหาใส่บล็อก

เพิ่มเติมเนื้อหาลงในบล็อก

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขมิ้นชัน


รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

ขมิ้น
ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสีเหลืองเข้ม จนสีแสดจัด มีชื่อสามัญอื่นอีกคือ ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง,ใต้) ขมิ้นหยอก (เชียงใหม่) ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น (ตรัง,ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) และ หมิ้น (ตรัง,ใต้)
ลักษณะ
ขมิ้นเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-95 ซม. เหง้าใต้ดินรูปไข่มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ตรงกันข้ามเนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกมาเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันรูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอกช่อแทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู
การปลูกเลี้ยง

ขมิ้นชอบอากาศค่อนข้างร้อนและมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน วิธีปลูกใช้เหง้าแก่ที่อายุได้ 11 - 12 เดือน ทำพันธุตัดออกเป็นท่อนละ 1-2 ตา ปลูกลงแปลงหลังจาก 7 วันรากก็จะเริ่มงอกควรรดน้ำทุกวัน หลังจากนั้นเมื่อขมิ้นมีอายุได้ 9-10 เดือนจึงจะขุดเอามาใช้ได้


สรรพคุณ
เหง้าของขมิ้นมีรสฝาด กลิ่นหอม สามารถเก็บมาใช้เมื่อมีช่วงอายุ 9-10 เดือน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และ มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหย ในขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทา อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียด แก้โรคผิวหนัง ขับลม แก้ผื่นคัน แก้ท้องร่วง อาจช่วยรักษาโรค รูมาตอยด์ได้ ยังไม่ยืนยันแน่ชัด
วิธีใช้ประโยชน์
แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และอาหารไม่ย่อยทำโดยล้างขมิ้นให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3 -4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน แต่บางคนเมื่อกินยานี้แล้วแน่นจุกเสียดให้หยุดกินยานี้
คุณค่าทางอาหาร

เหง้าขมิ้นพบว่ามี วิตามินเอ วิตามินซี นอกจากนั้นยังมีเกลือแร่ต่างๆอีกพอสมควร เป็นเครื่องปรุงรส แต่งสีได้ดีมาก
วราภรณ์ ชุมวงษ์

กระเจี๊ยบ



รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
กระเจี๊ยบแดง

ลักษณะทางธรรมชาติ          

    เป็นพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียว ปลูกได้ทุกภาค ทุกพื้นที่และทุกฤดูกาล   
    - 
เป็นพืชกึ่งพืชไร่กึ่งพืชสวน ต้องการน้ำพอหน้าดินชื้นหรือต้องการความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำจะไม่เจริญเติบโต หรือดอกผลไม่มีคุณภาพ
 
    - 
ปลูกง่ายโตเร็ว ระบบรากตื้นหากินบริเวณผิวหน้าดิน การมีอินทรียวัตถุคลุมโคนต้นหรือคลุมแปลงหนาๆจะช่วยให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตดี
  
    - 
เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุต้น 1 เดือนหลังปลูก
    
    -
ดอกสีชมพูอ่อน ออกตามข้อใบ ถ้าต้นได้รับสารอาหาร กลุ่มสร้างดอก-บำรุงผล สม่ำเสมอ จะออกดอกได้ตั้งแต่ข้อใบที่ 4-5 ข้อละ 1 ดอก แล้วออกไปเรื่อยๆทุกข้อใบตราบเท่าที่ต้นยังสูงขึ้น        


    - ตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำชีวภาพ. ฮอร์โมน(ทำเอง).  ยิบซั่มธรรมชาติ. และกระดูกป่น. ดีมาก 
 วิธีปลูก
     เพาะเมล็ดในกระบะเพาะก่อน เมื่อต้นกล้าโตได้ใบ 3-4 ใบ หรือประมาณ 1 เดือนจึงย้ายไปปลูกในแปลงจริง หรือหยอดเมล็ดในแปลงจริงหลุมละ 2-3 เมล็ด                   
ระยะปลูก
ระยะห่างระหว่างต้น-ระหว่างแถว  30 X 50ซม.เตรียมดิน อินทรีย์วัตถุ และแปลงปลูก
    1.ไถดินเปล่าให้ขี้ไถขนาดใหญ่ ทิ้งตากแดดจัด 15-20 แดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคและกำจัดเหง้าวัชพืช
    2.ใส่อินทรีย์วัตถุ ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม + มูลไก่ไข่/เนื้อ + มูลค้างคาว) หมักข้ามปี.ยิบซั่มธรรมชาติ. กระดูกป่น. เศษพืชบดป่น. หว่านทั่วแปลงแล้วไถพรวนอินทรีย์วัตถุคลุกเคล้าลงดินให้ทั่วถึง
    3.ไถยกร่องลูกฟูก สันร่องกว้าง 1-1.20 ม. โค้งหลังเต่าสูงจากพื้นระดับ 30-50 ซม.ร่องทางเดินระหว่างสันแปลงกว้าง 1 ม. ลึก 20-30 ซม.จากพื้นระดับ
    4.คลุมหน้าแปลงด้วยฟางหรือหญ้าแห้งหนาๆ
    5.บ่มดินโดยรดด้วยน้ำ + จุลินทรีย์หน่อกล้วยหรือปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง ทุก 5-7 วัน ติดต่อกันนาน 1 เดือน เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ปรับสภาพดิน กำจัดเชื้อโรค และย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้เป็นฮิวมิค แอซิด
  6.หยอดเมล็ดที่ริมสันลูกฟูกเป็น 2 แถวคู่ตรงกันหรือสลับฟันปลาก็ได้           
วิธีปลูก           
         รองก้นหลุมด้วยกากสะเดา หรือใบสาบเสือ หรือใบยูคาลิบตัส หรือตะไคร้หอม บดป่นตากแห้ง
1 กำมือ ผสมให้เข้ากันดีกับเนื้อดิน แล้วหยอดเมล็ดลงหลุมปลูกโดยตรง หลุมละ 2-3 เมล็ด
ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อกระเจี๊ยบแดง
    1.ระยะต้นเล็ก
ทางใบ
    - ให้น้ำ 100 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร ทุก 5-7 วันฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบ ลงถึงพื้นพอหน้าดินชื้น  ช่วงเช้าแดดจัด               
    - ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร  ทุก 3-5 วัน    
      ทางราก
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 (1-2 กก.)ไร่ ฉีดพ่นบริเวณโคนต้นหรือปล่อยไปกับสปริงเกอร์  ทุก 15-20 วัน               
    - ให้น้ำพอหน้าดินชื้น ทุก  5-7 วัน 
         กระเจี๊ยบแดงมีระบบรากตื้นจึงต้องการดินร่วนมากๆ แนะนำให้ใส่อินทรีย์วัตถุประเภทคงทน เช่น แกลบดิบ ปุ๋ยคอก เศษพืชป่น และสารปรับปรุงบำรุงดิน (ยิบซั่มธรรมชาติ) มากๆ และไถพรวนด้วยจอบหมุน (โรตารี่) หลายๆรอบ ดัดแปลงร่องทางเดินข้างสันลูกฟูกสำหรับปล่อยน้ำ (น้ำเปล่าหรือน้ำสารอาหาร) จากลาดสูงไปหาลาดต่ำเข้าไปหล่อในร่องได้ 1-2 เดือน/ครั้งจะดีมาก ติดตั้งระบบสปริงเกอร์เหนือยอด 30-50 ซม.สำหรับให้น้ำเปล่า น้ำสารอาหาร หรือสารสกัดสมุนไพรนอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของเนื้องานแล้วยังช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงงานอีกด้วย            
เตรียมเมล็ดพันธุ์                       
    - เมล็ดพันธุ์ที่เคลือบสารเคมีกำจัดโรคให้ล้างน้ำจนสารเคมีนั้นออกให้หมดก่อน ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้เคลือบสารเคมีไว้ก่อนให้ดำเนินการได้เลย           
    - นำเมล็ดแช่ในน้ำเปล่า คัดทิ้งเมล็ดลอย เก็บไว้เฉพาะเมล็ดจม           
    - นำเมล็ดจมที่เลือกได้ลงแช่ในน้ำ + ไคตินไตโตซานหรือจุลินทรีย์หน่อกล้วย + ธาตุรอง/ธาตุเสริม นาน 6-12 ชม. นำขึ้นผึ่งลมจนแห้ง แล้วจึงนำไปหยอดในแปลงจริง            
เตรียมสารอาหารเสริม
    - ให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิงหรือจุลินทรีย์ 1-2 เดือน/ครั้ง           
    - ให้นมสัตว์สดหรือกลูโคส 1-2 เดือน/ครั้ง หลังจากเริ่มออกดอกแล้ว           
    - ให้มูลค้างคาว 1-2 กำมือ/เดือน โดยละลายน้ำรดโคนต้นจะช่วยให้ดอกดกและสีจัดขึ้น
    -
ให้ฮอร์โมนน้ำดำ กับ แคลเซียม โบรอน 1 เดือน/ครั้ง จะช่วยให้ต้นไม่โทรม ได้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น      
วิภาดา  จันดี